เพิ่มหัวข้อใหม่
สั่งพิมพ์

บทความ Canon EOS 400D

หัวข้อนี้ ย้าย โดย oioh เมื่อ 2008-1-15 03:22.

บทความ Canon EOS 400D



หลังจากการเปดฉากรุกกับตลาดกล้อง DSLR ของโซนี่ที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกล้องในกลุ่มสมัครเล่นโดยการขยับความละเอียดของภาพให้สูงขึ้นเป็น10 ล้านพกเซลเป็นจ้าวแรก จึงเท่ากับเป็นการก่อเกดคำถามว่า"แล้วบรรดายักษ์ใหญ่ของวงการทั้งหลาย จะทำอย่างไรต่อไป?"คำตอบคงเป็นอย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีอยู่แล้วว่าการตอบโต้กลับคืนยักษ์ใหญ่เป็นอย่างไร โดยคอนได้เปดตัว D80ความละเอียด 10.2 ล้านพกเซล ที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับ D200ซึ่งเป็นกล้องในระดับกลางสูงมาก และต่อมาแคนนอนก็ได้เปดตัว EOS 400Dที่มีความละเอียด 10.1 ล้านพกเซลออกมาบ้างพร้อมด้วยฟังก์ชั่นจำกัดฝุ่นแบบ 3 ชั้น นั่นเท่ากับว่าศึกสงครามของกล้องDSLR ระดับสมัครเล่นเร่มต้นอย่างสมบูรณ์แต่ทว่ายังไม่หยุดน่งเพียงเท่านี้ เพราะยังมีเพ็นแท็กซ์ที่เปดตัว K100และโอลมปัสกับ E-400 อีกด้วยจนดูเหมือนว่าการแข่งขันของตลาดกล้อง DSLRกลุ่มนี้ จะเดือดปุดๆแน่นอน
  
  
แต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องราวตรงจุดนั้น โฟโต้เทคได้รับกล้องแคนนอน EOS 400ทันทีที่เปิดตัวในบ้านเรา ซึ่งใครๆก็คาดว่าเจ้า EOS 400D จะมาทดแทน EOS350D ที่ทำตลาดมานานกว่าหนึ่งปีแล้วแต่คำตอบของทาางแคนนอนเองนั้นคือไม่ใช่ โดยที่ EOS 350D ก็ยังมีการผลิตอยู่ต่อไปนัยว่าการเปิดไลน์การผลิตใหม่ของแคนนอนนั่นเอง
  
  
High Performance 10.1 Megapixel CMOS Sensor    
  
  
สิ่งที่ทำให้แคนนอนมีความได้เปรียบก็คือการที่แคนนอนสามารถที่จะผลิตเซ็นเซอร์รับภาพได้เอง เซ็นเซอร์ CMOSที่ใช้ใน EOS 400D เป็นเซ็นเซอร์รับภาพรุ่นใหม่ขนาด ASP-C 22.2x14.8 มม.ที่ให้ความละเอียดของภาพสูงถึง 10.1 ล้านพิกเซล (3,904x2598 พิกเซล)โดยออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูง ทั้งในเรื่องของไดนามิคเร้นจ์ที่กว้างเพื่อให้สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีทั้งในส่วนมืดและส่วนสว่างในเวลาเดียวกันและเรื่องของความไวแสงที่จะมีให้เลือกใช้ตั้งแต่ ISO 100-1600โดยมีสัญญาณรบกวนในภาพ (Noise)น้อยแม้จะใช้ที่ความไวแสงสูงและใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำด้วยการใช้ชุดชิปสำหรับลดสัญญาณรบกวนบนตัวเซ็นเซอร์ CMOS (on-chip noisereduction circuity) ทั้งนี้เพื่อให้ภาพถ่ายมีคุณภาพสูงสุด
   
  
  DIGIC II Processor    
  
  
ระบบประมวลผลอันเลื่องชื่อของแคนนอนยังถูกนำมาติดตั้งใน EOS 400Dเหมือนในกล้องรุ่นก่อนหน้าแต่ได้ถูกปรับแต่เพื่อให้เข้ากับเซ็นเซอร์ภาพที่ให้ความละเอียดสูงในรุ่นใหม่นี้ด้วยเพื่อให้การประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์สอดคล้องกันทำให้การทำงานของกล้องมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นรวดเร็วมากยิ่งขึ้นโดยจะใช้เวลาในการเปิดกล้องจนพร้อมถ่ายภาพเพียง 0.2 วินาทีเท่านั้นและยังมีความเร็วในการบันทึกภาพต่อเนื่อง 3 ภาพ/วินาที ติดต่อกันถึง 27ภาพ (JPEG Large/Fine) และให้ภาพที่มีสีสันสมจริงมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมและความคมชัดสูง
  
  
  
  Superb 3-Layer Optical Low-pass Filter    
  
  
อีกหนึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงที่แคนนอนนำมาใส่ไว้ใน EOS 400Dโดยใช้ฟิลเตอร์โลว์พาสแบบ 3 ชั้น วางไว้หน้าเซ็นเซอร์รับภาพ CMOS ผลคือทำให้ภาพถ่ายที่ได้นั้น มีความผิดพลาดของสีและความคลาดเคลื่อนของสีน้อยลง(Fasle color & Moire) น้อยลง และอาการเหลื่อมของสีม่วงด้วยรวมทั้งยังมีฟิลเตอร์ตัดแสงอินฟาเรด เพื่อไม่ให้ภาพถ่ายอมแดงอันเนื่องมาจากสังสีอินฟาเรดนั่นเอง
  
  
  EOS Integrated Cleaning System (EICS)    
  
  
ฝุ่นคือปัญหาหลักอย่างหนึ่งของผู้ใช้กล้อง DSLRโดยเฉพาะเมื่อต้องเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆ ในสถานที่ที่มีฝุ่นมากซึ่งจะทำให้เกิดรอยด่างเป็นจุดดำๆบนภาพถ่ายการแก้ไขนั้นอาจทำได้ด้วยการลบจากในโปรแกรมตกแต่งภาพ แต่กับภาพจำนวนมากๆอาจไม่สนุกเท่าใดนัก แคนนอนจึงได้นำเทคโนโลยีการกำจัดฝุ่นมาใช้ด้วยการออกแบบให้กล้องมีชิ้นส่วนที่เรียกว่า Piezoelectricซึ่งจะทำหน้าที่สั่นสะเทือนที่ชั้นฟิลเตอร์โลว์พาสชั้นแรกด้วยความเร็วสูงระดับอุลตร้าโซนิค ทำให้ฝุ่นที่เกาะอยู่นั้นหลุดออกไปโดยการทำงานด้วยการสั่นสะเทือนนี้จะทำทั้งในตอนที่เปิดและปิดสวิทซ์การทำงานกล้องโดยอัตโนมัตินอกจากนี้ยังสามารถสั่งเองได้ขณะถ่ายภาพอยู่ก็ได้ ด้วยเวลาเพียงสั้นๆซึ่งจะแสดงผลด้วยไอคอนบนหน้าจอ LCD ให้เห็นชัดเจน
  
  
แต่ถ้าหากฝุ่นที่เกาะอยู่นั้นเกาะแน่นมากจนการสั่นสะเทือนโลว์พาสไม่สามารถทำให้หลุดได้แคนนอนยังมีระบบกำจัดฝุ่นด้วยซอฟท์แวร์อีกด้วยที่ชื่อว่า Dust DeleteFunction โดยทันทีที่บันทึกภาพกล้องจะเก็บข้อมูลไว้ว่าจุดใดที่เป็นจุดของฝุ่นและเมื่อเปิดภาพด้วยซอฟท์แวร์ Digital Photo Professional 2.2ที่แถมมาให้ในกล่อง โปรแกรมก็จะทำการค้นหาและลบจุดของฝุ่นออกให้โดยไม่จำเป็นต้องรีทีชลบฝุ่นเองในภายหลัง ซึ่ง Dust Delete Function นี้ใช้ได้กับทั้งไฟล์ RAW และ JPEG
  
  
  High-Precision 9 Point AF System    
  
  
เพื่อทำให้ระบบโฟกัสภาพมีความแม่นยำ รวดเร็ว ถูกต้องมากยิ่งขึ้นแคนนอนจึงบรรจุระบบโฟกัสที่มีประสิทธิภาพสูง และเพิ่มกรอบโฟกัสมากขึ้นเป็น9 จุด (ใน 350D มี 7 จุด) เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ในภาพอย่างทั่วถึงนอกจากนี้ที่จุดโฟกัสกลางภาพยังมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเมื่อใช้กับเลนส์ที่มีความสว่างสูงตั้งแต่ f/2.8หรือกว้างกว่า โดยการทำงานแบบกากบาทจึงโฟกัสได้เร็วและมีความแม่นยำสูงซึ่งระบบโฟกัสของ 400D มีช่วงการทำงานตั้งแต่ EV -0.5 ถึง EV18
  
  
  Picture Style    
  
  
ระบบ Digital Filmของแคนนอนที่มีในกล้องระดับสูงอย่าง EOS-1D Mark II N,5D และ 30Dแสดงให้เห็นแล้วว่ามีประโยชน์ในการใช้งานมากและเข้าใจได้ง่ายแคนนอนจึงนำมาใส่ใน 400D ด้วยเช่นกัน โดยมีให้เลือก 6 แบบ คือ Standard,Portrait, Landscape, Neutral, Faithful และ Monochromหรือตั้งค่าเองได้อีก 3 ช่องนอกจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดเพิ่มได้จากในเว็ปไซต์ของแคนนอนเอง
  
  
การออกแบบ: เมื่อเพ่งพินิจถึงรูปโฉมโนมพรรณของ EOS 400Dจากในอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกก็ให้ความรู้สึกว่ามันเล็กกว่า 350Dหรือเปล่าเนี่ย? แต่หน้าตานั้นเหมือนกันอย่างกับแกะเมื่อมองจากด้านหน้าหากไม่มีแผ่นป้ายบอกชื่อรุ่นทางมุมล่างขวา คงบอกได้ยากเช่นกันว่ามันคือ400D หรือ 350Dอีกจุดหนึ่งที่เห็นความแตกต่างเมื่อมองจากด้านหน้าคือปุ่มกดชัตเตอร์เปลี่ยนมาใช้สีดำมันแทนปุ่มกดสีเงินวาวอย่างใน 350D
โดยรวมแล้วการออกแบบภายนอก ทั้งทางด้านหน้า ด้านบน ด้านซ้าย และด้านขวาแทบไม่มีความแตกต่างก็ว่าได้ส่วนด้านหลังนั้นเป็นจุดที่มีความเปลี่ยนแปลงจาก 350D มากที่สุด คือใช้จอLCD ขนาดใหญ่ขึ้นเป็นขึ้นเป็น 2.5 นิ้ว และมีความละเอียดของหน้าจอ 230,000พิกเซล ทำให้การปรับตั้งระบบต่างๆในเมนู การดูแลข้อมูลการถ่ายภาพหรือการดูภาพที่ถ่ายไปแล้วนั้น สามารถมองเห็นได้อย่างเต็มตา ชัดเจนและแสดงภาพได้คมกริบ จอจะดูอุ่นเล็กน้อย ทำให้ดูแล้วสบายตามากรวมทั้งการแสดงข้อมูลการถ่ายภาพทำได้ครบถ้วนและแสดงผลตลอดเวลาแต่สามารถเปิดได้ด้วยการกดปุ่ม DISP. ทางด้านซ้ายหรือกล้องจะปิดให้โดยอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งใดมาบังเซ็นเซอร์ที่วางไว้ใต้ช่องมองภาพ
  
  
นอกเหนือจากจอ LCD แล้วการวางปุ่มปรับยังมีการเปลี่ยนตำแหน่งต่างไปเล็กน้อยโดยปุ่มทางด้านซ้ายยังมี 5 ปุ่มเช่นเคย แต่ตัดปุ่ม INFO ออก แล้วใส่ปุ่มDISP.เข้ามาทดแทนในตำแหน่งบนสุดแล้วย้ายปุ่มปริ้นท์ภาพหรือโอนภาพไปวางไว้ทางมุมซ้ายมือด้วยและเพิ่มหน้าที่ของปุ่ม SET กลางปุ่มสี่ทิศทางให้เป็นปุ่มครอสคีย์อีกปุ่มหนึ่งเพื่อใช้เลือกปรับตั้งตามฟังก์ชั่นที่ตั้งไว้ในเมนูแต่ตามที่ตั้งมาจากโรงงาน จะเป็นปุ่มสำหรับเลือก Picture Styleส่วนปุ่มอื่นๆยังทำหน้าที่เหมือนกับ 350Dจึงขออนุญาตข้ามในส่วนตรงนี้ไปนะครับ
  
ผลการใช้งาน : ผมได้รับกล้อง EOS 400D มาพร้อมกับเลนส์ชุดคิท EF-S 18-55มม. f/3.5-5.6 II USM และเลนส์โปรในอนุกรม EF-S อีกรุ่นหนึ่งคือ EF-S17-55 มม. f/2.8 IS USM ผมจึงเลือกใช้เลนส์โปรติดกับกล้องโดยตลอดเพื่อเป็นการพิสูจน์ถึงคุณภาพอย่างเต็มที่ของตัวกล้องดังนั้นการรายงานผลจะยึดจากการใช้งานกับเลนส์ตัวนี้เป็นหลักขณะเดียวกันก็ยังได้ใช้ร่วมกับเลนส์ทางยาวโฟกัสเดียวอย่าง EF-S 60 มม.f/2.8 Macro USM ด้วย โดยบันทึกทั้งแบบไฟล์ RAW และ JPEG FINEเปิดภาพและแปลงไฟล์ด้วยคอมพิวเตอร์ eMac กับโปรแกรม Digital PhotoProfessional ที่แถมมากับตัวกล้อง
  
  
ด้วยความที่ 400D เป็นกล้องที่มีขนาดเล็กและเบาแต่ทว่าโครงสร้างบอดี้นั้นแน่นขึ้น ทำให้ความรู้สึกในการจับถือดีกว่า 350Dพอควร เมื่อติดเข้ากับเลนส์โปรอย่าง EF-S 17-55 มม.แล้วความสมดุลในการจับถือไม่ดีเท่าใดนัก เพราะจะถ่วงไปทางด้านหน้ามากสักหน่อยใช้กับเลนส์ขนาดเล็กจะให้สมดุลที่ดีกว่าซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของกล้องระดับนี้ในท้องตลาดทุกรุ่นแม้เต่จะใช้กับเลนส์ระดับนี้ การคอนโทรลปุ่มปรับทั้งหลายยังถือว่าทำได้ดีเพราะการจัดวางตำแหน่งของปุ่มที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ในจุดที่เหมาะสมจึงทำให้กดใช้งานได้ง่ายโดยที่แทบไม่ต้องละสายตามามองเลยการเพิ่มฟังก์ชั่น Picture Style เข้าไปในปุ่ม SETโดยไม่แยกออกมาต่างหากนั้น ไม่เป็นปัญหาที่จะสร้างความสับสนแต่อย่างใด
  
  
ระบบโฟกัสของกล้องรุ่นนี้ดีกว่า 350D อยู่นิดหน่อยครับการใช้ร่วมกับเลนส์คิทที่มีความสว่างของเลนส์ไม่มากนักยังทำได้รวดเร็วและแม่นยำ ออกอาการวืดวาดกับภาพที่คอนทราสต์ต่ำมากๆหรือแสงน้อยเท่านั้น ส่วนเมื่อใช้กับเลนส์ 17-55 มม. ซึ่งเป็นเลนส์โปรการโฟกัสจะออกตัวได้เร็วแทรคเข้าหาจุดโฟกัสได้แม่นยำและล็อกโฟกัสได้ในทันทีออกอาการวืดวาดน้อยกว่ามาก รวมทั้งอาการชิฟท์โฟกัสน้อยกว่า 350Dอย่างชัดเจนไม่ว่าจะใช้กับเลนส์อิสระรุ่นเก่าหรือกับเลนส์แคนนอนรุ่นเก่าๆก็ตาม
ระบบวัดแสงแบบ Evaluative ที่ใช้เป็นหลัก ให้ผลที่แม่นยำเช่นเดิมแม้ว่าจะใช้ในสภาพแสงที่มีความเปรียบต่างของแสงค่อนข้างมากก็ตามโดยรวมทั้งหมดมีความถูกต้อง มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่วัดแสงผิดพลาดซึ่งส่วนมากก็เป็นภาพที่มีส่วนสว่างหรือส่วนมืดเป็นหลักในภาพที่ถือเป็นเรื่องปกติของกล้องทุกตัว
  
  
ด้านคุณภาพนั้นให้ผลอยู่ในระดับที่ดีจนน่าพอใจครับความคมชัดของกล้องรุ่นนี้เมื่อใช้กับเลนส์คิท จัดว่าไม่แตกต่างกับ 350Dมากนักที่บริเวณกลางภาพ แต่ที่ขอบภาพทำได้ดีกว่า 350Dอยู่เล็กน้อยเมื่อเปิดรูรับแสงกว้างสุด เมื่อหรี่มาที่รูรับแสงกลางๆจะให้ผลดีขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งต้องนับว่าทำได้ดีกว่า 350Dเมื่อคำนึงถึงว่าเป็นกล้องที่มีความละเอียดสูงกว่า
  
  
เมื่อใช้กับ EF-S 17-55 มม. ความคมชัดดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดซึ่งก็เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ ภาพแสดงความคมชัดในระดับดีมากตั้งแต่รูรับแสงกว้างสุดเลยทีเดียว โดยเฉพาะที่กลางภาพและดรอปลงนิดหน่อยที่ขอบภาพ แต่ช่วงที่ไวด์ 17 มม.จะดรอปลงกว่าช่วงอื่นๆนิดหน่อย โดยเฉพาะที่ขอบภาพจะลดลงแบบสังเกตุได้ซึ่งเมื่อหรี่รูรับแสงลงมาที่ค่ากลางๆ จะให้ความคมชัดที่ดีขึ้นชัดเจนแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นกริบดังที่คาดหวังจากเลนส์เกรดโปร
  
  
การถ่ายทอดสีสันของ 400D ทำได้ดีน่าพอในมากๆ ผมลองบันทึกภาพเป็นไฟล์ JPEGโดยใช้ Picture Style แบบ Standardพบว่าให้สีสันที่ดูสดใสกว่าความเป็นจริงอยู่เล็กน้อยแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติและความนุ่มนวลของสีสูงความอิ่มตัวของสีไม่จัดจ้านจนเกินไป แต่คอนทราสต์ค่อนข้างสูงเหมาะกับการถ่ายภาพเสร็จแล้วนำไปปริ้นท์ภาพทันทีส่วนกับการถ่ายภาพออกมาเป็น RAWสามารถปรับเปลี่ยนในซอร์ฟแวร์ของแคนนอนได้เองในภายหลังระบบไวท์บาลานซ์แบบออโต้ยังให้ผลที่เหมือนกับ 350Dคือกับสภาพแสงทั่วๆไปนั้นให้ผลที่น่าพอใจมากอาการผิดเพี้ยนอมฟ้าอมแดงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นตามสภาพแสงที่ถ่ายแต่ก็น้อยมากจนไม่เป็นผลเสียกับภาพน่าเสียดายที่แคนนอนไม่ได้บรรจุไวท์บาลานซ์แบบตั้งองศาเองได้มาให้แต่การใช้ไวท์บาลานซ์ตามสภาพแสงร่วมกับระบบ Fine tuneก็จะให้ผลที่แม่นยำมากยิ่งขี้น
  
  
ปริมาณสัญญาณรบกวนหรือ Noise นั้น อยู่ในระดับมาตรฐานครับ คือที่ ISO100-400 ให้ภาพที่ใสเคลียร์เมื่อใช้ในสภาพแสงดี แทบไม่ปรากฏให้เห็นเลยส่วนที่ ISO 800-1600 จะพบได้มากขึ้นและชัดเจนขึ้นแต่ก็ยังจัดว่าอยู่ในระบที่น้อยมากอยู่ดี แต่เมื่อใช้กับสภาพแสงน้อยภาพจะยังใสเครียร์เมื่อใช้ที่ ISO 100 และ 200แม้จะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่า 1 วินาทีไปมากก็ตาม ที่ ISO 400จะพบเจอได้มากขึ้นในส่วนของชาโดว์ และประปรายในส่วนไฮไลต์ ที่ ISO 800 และ1600 จะพบได้ชัดเจนทั่วทั้งภาพ โดยเฉพาะที่ ISO 1600 จะมีค่อนข้างมากแต่ทว่าความคมชัดในภาพนั้นกลับลดลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งผิดกับกล้องรุ่นก่อนหน้าอย่าง350D ที่ความคมชัดจะลดลงไปพอสมควรเมื่อใช้ความไวแสงสูงทั้งนี้เป็นผลจากการใช้ฟิลเตอร์โลว์พาสแบบ 3 ชั้น ที่ทำให้ Noiseน้อยลงโดยอัตโนมัติ โดยที่ความคมชัดลดลงน้อยที่สุดเช่นกันสรุปในด้านนี้คือดีกว่า 350D เล็กน้อยแต่ก็ยังด้อยกว่า 30D อยู่พอสมควร
  
  
ความคิดเห็น : EOS 400D เป็นกล้องระดับสมัครเล่นความละเอียดสูงถึง 10ล้านพิกเซล ขณะที่ราคาจำหน่ายเปิดตัวพร้อมกับเลนส์คิทเพียง 39,900 บาทอีกทั้งระบบการทำงานยังมีให้แบบครบครันและมากเพียงพอมีระบบกำจัดฝุ่นที่ทำให้มีความสบายใจมากขึ้นเมื่อต้องถอดเปลี่ยนเลนส์ในที่ที่มีฝุ่นเยอะจอ LCD ขนาดใหญ่ที่เห็นภาพได้ชัดเจน มี Picture Style ให้ได้และให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่า 350Dทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนทำให้กล้องรุ่นนี้มีความน่าใช้ แต่หากจะอัพเกรดจาก350D เดิมที่คุณมีอยู่ละก็ แนะนำให้มองรุ่นที่สูงกว่าอย่าง EOS 30Dจะเหมาะกว่า แต่ถ้าหากคุณกำลังมองหากล้อง DSLR เป็นตัวแรกหรือใช้เป็นบอดี้สำรอง ...EOS 400D เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามากครับ
  
  
  ขอขอบคุณบทความจากนิตยสาร PHOTOTECH     ปีที่ 15  
  ฉบับที่ 155    เดือนตุลาคม 2549  

TOP

ขอบคุณคร้าบ

TOP


ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ค่ะ
:::  nOt  gEt  aLonG  wELL  :::
http://kawplaw.mutiply.com
http://kawplaw.hi5.com

TOP

Lonely in some place
customavatars[/img]

TOP

นี่เองหรอที่ว่า  มันไม่ค่อยแตกต่างจาก 350D เลยอ่ะ

TOP

มันยอดมาก

เยี่ยมมาก

TOP


ถอยมาตัวแย้ว
bbdaddy.multiply

TOP

อยากได้แฮะ
http://www.rideword.hi5.com
http://chalermrit.multiply.com

TOP

อยากได้อ่ะ....ไม่รู้ว่าตอนนี้ราคาอยู่ที่เท่าไรแล้ว กร๊าบ

TOP

ขอบคุณสำหรับข้อมูลคับฉลาดขึ้นเยอะเลย

TOP

เพิ่มหัวข้อใหม่