เพิ่มหัวข้อใหม่
สั่งพิมพ์

เที่ยวละลุจังหวัดสระแก้ว

เที่ยวละลุจังหวัดสระแก้ว

ละลุจังหวัดสระแก้ว




ละลุจังหวัดสระแก้ว                                         ละลุ ตั้งอยู่ใกล้บ้านคลองยาง-บ้านหนองผักแว่น ตำบลทับราช อำเภอตาพระยาจังหวัดสระแก้วหรืออยู่ห่างจากตัวจังหวัดสระแก้วไปทางทศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 40กโลเมตร การเดนทางเข้าสู่พื้นที่ค่อนข้างสะดวกเป็นถนนลาดยางแอสฟัลต์โดยตลอด จากจังหวัดสระแก้ว ใช้เส้นทางหมายเลขที่ 33(สระแก้ว-อรัญประเทศ) ถึงอำเภออรัญประเทศแล้วใช้เส้นทางหมายเลขที่ 348(อรัญประเทศ-อำเภอตาพระยา) เลี้ยวซ้ายมือเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 3393จะถึงหมู่บ้านโคคลานแล้วไปตามเส้นทาง ร.พ.ช.อีกประมาณ 19 กโลเมตรเศษจึงถึงหมู่บ้านหนองผักแว่น-บ้านคลองยางซึ่งเป็นที่ตั้งบรเวณที่เรียกกันว่า "ละลุ"

ลักษณะของแหล่ง
ละลุ เป็นภาษาเขมรแปลว่าแผ่นดินทะลุอาจจะหมายถึงแผ่นดินที่ยุบตัวลงไป ซึ่งชาวบ้านก็ใช้ศัพท์นี้เรียกขานกันต่อๆ มา ละลุเป็นลักษณะของภูมิประเทศที่ถูกกัดเซาะจนเป็นหน้าผาเตี้ยที่มีหลืบมีร่อง มียอดแหลม หรือเป็นแท่ง บ้างโผล่พ้นพื้นดินบนลานโล่งเรียบคล้ายเป็นเจดีย์ เป็นดอกเห็ด เป็นจอมปลวก สูงต่ำไม่เท่ากันสลับเรียงรายกันเป็นหย่อมๆบริเวณที่ตั้งของละลุคล้ายเป็นท้องกระทะที่มีขนาดความกว้างประมาณ 200 เมตรและมีความยาวประมาณ 200 เมตร โดยทั่วไปแล้ววัดจากพื้นจนถึงส่วนบนสุดที่เป็นหน้าผาจะมีความสูงไม่เกิน 5 เมตร (ซึ่งถือว่ามากสุด)เมื่อเปรียบเทียบลักษณะทั่ว ๆ ไปแล้วมีลักษณะเหมือนภูมิประเทศของแพะเมืองผี ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ในภาคเหนือ

ธรณีวิทยา
หมู่บ้านคลองยาง-บ้านหนองผักแว่น เป็นพื้นที่หุบเขาที่มีแนวยาวทางทิศตะวันออก-ตะวันตก ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูงประมาณ 400-500เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยด้านเหนือ ด้านใต้และด้านตะวันตกเป็นเทือกเขา ส่วนด้านตะวันออกเป็นด้านที่เปิดออกเป็นช่องทางให้ลำน้ำสายใหญ่ซึ่งเป็นลำน้ำแบบธารประสานสายและลำน้ำสายเล็กไหลลงมาจากพื้นที่ภายในเทือกเขาโดยรอบมาบรรจบกันแล้วไหลออกไป พื้นที่ภูเขาเป็นหินในกลุ่มหินโคราชตอนล่างคือหมวดหินภูกระดึง และหมวดหินพระวิหารเป็นหินที่สะสมตัวในยุคจูแรสซิกมีอายุประมาณ 170-150 ล้านปีหินเหล่านี้จะเป็นต้นกำเนิดของตะกอนที่เกิดจากการกัดเซาะและกัดกร่อนโดยกระบวนการทางธรรมชาติแล้วถูกพัดพาโดยธารน้ำไหลมาสะสมตัวในบริเวณแอ่งบ้านคลองยาง-หนองผักแว่นในช่วงยุคควอเทอร์นารีหรือที่เรียกว่า ยุคปัจจุบันจากลักษณะของตะกอนที่ปรากฏให้เห็น เป็นชั้นตะกอนที่มีความหนาทั้งหมดประมาณ4.5-5 เมตร ประกอบด้วยชั้นตะกอน 4 ชั้นชั้นล่างสุดเป็นชั้นของตะกอนเม็ดละเอียดขนาดทรายละเอียดถึงทรายแป้งปนด้วยชั้นดินเหนียวสีน้ำตาลและน้ำตาลอมเหลืองไม่แสดงลักษณะชั้นการประสานตัวของเม็ดตะกอนยังไม่ดี แตกร่วนได้ง่าย ชั้นนี้มีความหนา 30เซนติเมตร ชั้นที่สองเป็นชั้นกรวดขนาดเล็ก ขนาดเม็ดกรวดโดยเฉลี่ยประมาณ0.2-0.5 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่เป็นกรวดของควอรตซ์สีขาวหรือใสหินเชิร์ตสีเทาดำ หินทรายสีน้ำตาล และเม็ดกรวดลูกรังแสดงลักษณะการจัดเรียงขนาดเป็นแบบเม็ดเล็กเรียงตัวขึ้นไปเป็นเม็ดใหญ่ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างน้อย 3 ช่วง ชั้นนี้มีความหนาระหว่าง 30-50เซนติเมตรชั้นที่สามเป็นชั้นทรายที่ค่อนข้างละเอียดปนดินเหนียวสีน้ำตาลเข้มแทรกด้วยชั้นทรายแป้งที่มีเม็ดกรวดเป็นเม็ดของศิลาแลงหรือลูกรังซึ่งมีเนื้อแข็งเม็ดกลมสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็กประมาณ0.3 มิลลิเมตร ปะปนอยู่ค่อนข้างมาก และมีก้อนดินกลมที่มีสารปูนสีขาวเคลือบทำปฏิกิริยากับกรดเกลือเป็นฟองฟู่หินทรายแป้งแทรกด้วยชั้นกรวดนี้มีความหนาอยู่ในช่วง 2-4 เมตรแล้วแต่บริเวณ โดยเฉพาะด้านเหนือหนากว่าด้านใต้ ชั้นบนสุดมีความหนาระหว่าง10-30 เซนติเมตรเป็นชั้นดินที่มีเศษไม้ และรากไม้ปะปน

การเกิด
จากผลของกระบวนการเปลี่ยนแปลงธรณีสันฐานของเปลือกโลกในอดีตทำให้พื้นที่บ้านคลองยาง บ้านหนองผักแว่นและบริเวณโดยรอบเกิดลักษณะเป็นแอ่งที่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาโดยมีเขาสะแกกรอง เขาพรานนุชในด้านเหนือ เขาห้วยชัน เขาทะลาย ในด้านตะวันตก และเขาคันนาในด้านใต้น้ำฝนที่ตกลงมาก่อให้เกิดเป็นทางน้ำและลำธารขึ้นในบริเวณเทือกเขาเหล่านี้สายน้ำได้กัดเซาะชั้นหินจากเทือกเขาให้ผุพังและพัดพาเอาตะกอนดังกล่าวเข้ามาสะสมตัวในแอ่งซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำระหว่างเทือกเขาพื้นที่บริเวณบ้านคลองยางถึงบ้านหนองผักแว่นเป็นที่รวมของตะกอนน้ำพาจากทางน้ำสายเล็กหลายสายเช่น ห้วยยาง ห้วยอีลาย ห้วยชัน เป็นการพัดพาเอาตะกอนมาจากทางทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออกตามความลาดเอียงของพื้นที่ลักษณะของชั้นตะกอนที่สะสมตัวในแอ่งเกิดของละลุพบตะกอนชั้นล่างเป็นตะกอนที่เกิดจากการผุพังของหินดินดานและหินทรายแป้งเป็นส่วนใหญ่ตะกอนมีดินเหนียวปะปนอยู่มากบ่งชี้ให้เห็นว่าภูมิอากาศในขณะนั้นเป็นภูมิอากาศแบบชุ่มชื้นทำให้เกิดการผุพังทางเคมีสูงตะกอนในระดับที่สูงขึ้นมีชั้นตะกอนเม็ดหยาบสลับกับเม็ดละเอียดจนเป็นขนาดทรายแป้งในชั้นบน และไม่แสดงชั้นรูปแบบของการสะสมตัวชนิดนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นการสะสมตัวโดยทางน้ำการสะสมตัวที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานต่อเนื่องกันทำให้ได้ชั้นตะกอนในแอ่งหนาเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ แอ่งตื้นเขินขึ้นทางน้ำลดระดับลงเกิดเป็นตะพักลุ่มน้ำสองข้างของห้วยยางซึ่งเป็นลำน้ำใหญ่สุดในพื้นที่นี้การสะสมตัวของตะกอนเหล่านี้ น่าจะเกิดขึ้นในสมัยไพลสโตซีน หลังจากนั้นบริเวณพื้นผิวแอ่งสะสมตัวจะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมภูมิอากาศน่าจะเป็นแบบอบอุ่นสลับกับแห้งแล้ง น้ำจากผิวดินที่ซึมลงไประดับน้ำบาดาลที่แปรเปลี่ยนทำให้เกิดเม็ดศิลาแลงและลูกรังปะปนอยู่ในชั้นตะกอนชั้นบนต่อมาเกิดกระบวนการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกอีกครั้งหนึ่งทำให้พื้นที่ราบในบริเวณนี้เกิดรอยแตกและรอยเลื่อนหลายทิศทางรอยแตกเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้ชั้นตะกอนแตกออกเป็นแนวยาวทำให้น้ำซึมผ่านได้ง่ายในที่สุดชั้นตะกอนจะถูกกัดเซาะให้เป็นทางน้ำไหล ต่อมาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนเป็นแบบฝนตกชุกน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องมีปริมาณมากและ รุนแรงกระแสน้ำที่ค่อนข้างแรงนี้ได้กัดเซาะพื้นที่สะสมตะกอนซึ่งอยู่ใกล้กับเชิงเขาให้สึกกร่อนอย่างรวดเร็วการกัดเซาะในแนวราบจะทำให้ชั้นตะกอนแตกหลุดไป กลายเป็นพื้นที่ราบส่วนการกัดเซาะในแนวดิ่ง จะทำให้ส่วนที่หลงเหลืออยู่มีลักษณะเป็นหลืบเป็นหน้าผา การวิวัฒนาการของเหตุการณ์เหล่านี้สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดในช่วงเวลาประมาณ 10,000-30,000 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันชั้นตะกอนส่วนที่เหลือซึ่งมีรูปร่างต่างๆกันไปตามระดับความทนทานต่อการกัดเซาะจึงได้รับการเรียกขานตามจินตนาการของชาวบ้านในละแวกนั้น ว่า แผ่นดินทะลุหรือ ละลุ

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.paiteaw.com
Portfolio : http://oioh.multiply.com

Webdesign : i love webdesign

TOP

TOP

เพิ่มหัวข้อใหม่